สถานที่จัดงานแต่งงานกับรูปแบบของงานแต่งงาน

เมื่อได้สถานที่เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงรูปแบบของงาน “คนไทยสมัยนี้ชอบค็อกเทลใช่ไหม” “นอกจากนั้นก็มีซิตดาวน์ คือนั่งกินแบบดินเนอร์ หรือโต๊ะจีนเสิร์ฟแบบจีน งานเอาต์ดอร์จัดได้หลายแบบ อาจจะจัดโต๊ะแบบซิตดาวน์ แต่ให้ไปตักอาหารเอง แล้วก็มีที่ให้ยืนดิสโก้ได้” งานกลางแจ้งนั้นไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องจัดในรูปแบบใด แต่ที่ดูจะเหมาะที่สุดก็คือ ค็อกเทลที่มีซุ้มอาหารแบบออกร้าน เพราะแขกสามารถเดินสังสรรค์กันในบรรยากาศที่สวยงาม ไม่ต้องนั่งกับที่ให้ยุงกัด และถ้าฝนตกก็สามารถย้ายงานเข้าในร่มได้โดยง่าย นอกจากนั้นอาหารที่จัดแบบเป็นซุ้มก็จะปรุงกันอย่างสดใหม่ ไม่มีการวางค้างไว้ จนเสียรส ถ้าเกรงว่าแขกจะไม่อิ่มก็สามารถเลือกซุ้มที่เป็นอาหารจานหลักเพิ่มเข้ามาได้ แล้วจัดโต๊ะแทรกไว้เป็นกลุ่ม ๆ สลับกับ ซุ้มอาหารให้แขกนั่งรับประทาน

ข้อดีอีกอย่างของงานค็อกเทลก็คือไม่จำกัดจำนวนแขก จะมามากหรือน้อยกว่าที่เชิญก็ไม่มีปัญหา และเจ้าภาพก็ไม่ต้อง เสียใจ กับเก้าอี้ว่างตามโต๊ะ รวมทั้งไม่ต้องจัดคนไว้คอยต้อนรับพาไปนั่งที่ด้วย อย่างไรก็ตาม งานค็อกเทลนี้ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง คืออาจต้องเสิร์ฟเหล้าไวน์เครื่องดื่มมากกว่างานแบบอื่น และการตกแต่งในงานก็ต้องสวยเป็นพิเศษโดยเฉพาะซุ้มเค้กที่ใคร ๆ ก็จะต้องสนใจมอง อีกทั้งงานลักษณะนี้ก็จะใช้เวลาไม่นาน เพียงสองหรือสามชั่วโมงใครที่อยากฉลองต่อก็คงต้องจัดฟลอร์เต้นรำ และเสิร์ฟอาหารว่างเบา ๆ เป็นซับเปอร์ให้แขกรองท้องก่อนกลับบ้านยามดึกด้วย

บุฟเฟ่ต์นั้นจะต้องระวังเป็นพิเศษในเรื่องอาหาร หากทางฝ่ายจัดเลี้ยงโต๊ะวางอาหารกลางแจ้งนานเกินไปอาหารก็อาจจะเสียได้ ทางที่ดีก็คือจัดใกล้เวลางานและมีซุ้มแบบบริการตักและปรุงใหม่ คล้ายการออกร้านของค็อกเทลจะช่วยให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้นส่วนการจัดวางโต๊ะนั้นก็ควรเว้นระยะช่องว่างให้แขกเดินไปตักอาหารได้สะดวก และต้องเตรียมพนักงานเสิร์ฟเครื่องดื่ม

เพิ่มเติม : http://www.ruenthaisukhumvit50.com/

การดูแลรักษาและการทำความสะอาดหญ้าเทียม

การดูแลรักษาและการทำความสะอาดหญ้าเทียม หญ้าเทียมนั้นดูแลไม่ยากครับ อายุการใช้นานก็นานพอสมควรอย่างที่ผมได้อธิบายไปแล้วในเบื้องต้น หญ้าเทียมนั้นค่อนข้างจะมีความคงทนสูงมาก เพียงแค่ต้องคำนึงถึงวิธีการติดตั้ง และสถานที่ติดตั้งเป็นหลัก เพื่อที่จะได้เลือกวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับเรา

1.การดูแลหญ้าเทียม
1.1 ถ้าเปื้อนเศษดิน โคลน คราบมันต่างๆ ใช้แปลงซักผ้าขัดออกเบาๆและใช้น้ำเปล่าฉีดได้เลยครับ
1.2 ถ้าโดนน้ำมันต่างๆที่มีคุณสมบัติการกัดกร่อน รีบแช่น้ำเปล่า ประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นใช้แปลงซักผ้าถูเบาๆ ล้างน้ำอีกรอบให้สะอาด ตากให้แห้ง ก่อนนำไปติดตั้งที่เดิมครับ
1.3 ถ้าหญ้าหลุดออกจากกัน สามารถใช้กาวร้อนติดได้ครับ
1.4 กรณีเป็นหญ้าปูพื้นที่เดินเหยียบได้ จะมีความคงทนสูงมากอยู่แล้ว สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดสิ่งสกปรกออกได้เลย โดยไม่ต้องระวังว่าหญ้าจะหลุดติดออกมา เพราะเทคโนโยลีการผลิตในปัจจุบัน ทำให้ต้นหญ้ายึดติดกับตัวพรมอยู่อย่างแน่นหนา แต่ถ้าหากไม่อยากใช้เครื่องดูดฝุ่น ก็สามารถใช้ไม้กวาดทางมะพร้าว กวาดแบบสนามหญ้าจริงได้เลย เพราะจะทำให้เศษใบไม้ หรือฝุ่นหลุดออกได้เช่นกัน
หมายเหตุ การซักล้างทำความสะอาด ไม่ควรใช้ผงซักฟอก หรือน้ำยาที่มีฤทธิ์การกัดกร่อนมาซักล้างครับ เพราะจะทำให้สีของหญ้าเทียมซีด ครับ

2.อายุการใช้งาน อายุการใช้งานขึ้นอยู่กับ ใช้งานกลางแจ้ง หรือในที่ร่ม และก็เกรดของหญ้าเทียม ดูตัวอย่างเช่น สนามฟุตบอลหญ้าเทียมครับผม ตากแดด โดนเหยียบวันละหลายรอบ อยู่ได้สามสี่ปี กว่าจะเปลี่ยน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เกรด ของหญ้าเทียมและลักษณะการใช้งานภายนอกหรือภายในตัวอาคาร เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องคำนึง

กรงสุนัข อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนเลี้ยงสุนัข

กรงสุนัข อีกหนึ่งทางเลือกที่กว้างขึ้น เชื่อว่าคนเลี้ยงหมาหลากหลาย ๆ คุณรู้ดีว่าการจะสร้างวินัยให้หมาน้อยของคุณนั้น กรงหมาเป็นตัวช่วยที่ดี เพราะนอกเหนือจากสุนัขจะได้ขนาดพื้นที่ความเป็นส่วนตัวไว้แสดงเขตแดนตามธรรมชาติของเขาแล้ว หมายังได้ฝึกข้อบังคับข้อบังคับรู้ว่าต้องนอนที่ไหน ไม่ไปนอนระเกะระกะ หรือรู้ว่าถึงเวลาทานต้องเข้าไปในกรง เข้าออกกันเป็นเวลา ทำให้ผู้เลี้ยงดูแล ชำระล้าง ได้ง่ายหรือสะดวกขึ้น แต่ว่าก็มีผู้เลี้ยงจำนวนไม่น้อย ที่ก็ยังรู้สึกไม่ดีที่จะเห็นสุนัขน้อยที่รักต้องเข้าไปอยู่ในกรงสุนัขเพราะว่าความรู้สึกส่วนตัวที่ว่าสุนัขน้อยคงจะอึดอัด ไม่น้อย ถ้าคุณก็เป็นอีกคนที่รู้สึกเช่นนั้น ท่านก็มีอีกตัวเลือกที่จะฝึกข้อบังคับให้สุนัขน้อย หรือ ไม่ทำร้ายอารมณ์ตนด้วยก็คือ กรงสุนัขมือสอง นั่นเองค่ะ

แต่กรงสุนัขนั้น โดยส่วนใหญ่จะเหมาะสำหรับสุนัขที่มีไซต์เล็กหรือว่าไม่มีถาดรองข้างล่าง ดังนั้นเรื่องการกินหกเปรอะเปื้อนนั้น ผู้เลี้ยงก็คงต้องเช็ดชำระล้าง เอง เรื่องวัสดุที่นำมาทำเป็นกรงสุนัขนั้น โดยส่วนมากก็จะเน้นที่น้ำหนักเบาแต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเลือกซื้อหาก็ควรจะพิจารณาความทนทาน และ ความแข็งแรงของวัสดุคู่ไปด้วยนะคะ เพราะว่าหาใหม่บ่อย ๆ ก็คงไม่ดีนักหรอกค่ะ และเพื่อความสะดวกในตอนี้ มีคอกสุนัขที่ดีไซน์ให้คนเลี้ยงสามารถถอดพับเก็บได้สะดวก หากว่าคุณมีขนาดพื้นที่ในบ้านข้อแม้ ก็บางทีคัดสรรคอกอย่างนี้ก็ได้คะ เพราะว่าอย่างไรเสีย เราก็ไม่ได้ให้เจ้าหมาน้อยอยู่แต่ในคอกสุนัขตลอดเวลา เดี๋ยวเขาจะรู้สึกเจ็บปวด และ ก้าวร้าวเสียหมด คอกสุนัขจะมีคุณประโยชน์ มากๆด้วย ในบางเหตุที่มารดาหมาเพิ่งคลอดลูกสุนัขออกมา เพราะว่ามารดาสุนัขบางตัวนอนแล้วพลิกตัวทับลูกตนตายก็มี เพราะฉะนั้นถ้าท่านกำลังจะได้ลูกสุนัขเร็ว ๆ นี้ การจับลูกหมาแยกออกมาอยู่ในคอกสุนัขบ้างเป็นบางเวลาก็สะดุดตาคะ

เราจะใช้”จิตวิทยา”ตั้งราคาสินค้า ให้ลูกค้า”หลงกล”ได้อย่างไร?

“ตั้งราคายังไง ถึงจะทำกำไรได้?” หนึ่งในคำถามสุดคลาสสิคในการทำการตลาดและทำธุรกิจ เราต้องรู้ว่าต้นทุนในการทำธุรกิจมีอยู่เท่าไหร่ ต้นทุนต่อของที่จะขายคือเท่าไหร่ และอีกสารพัดคำถามที่ตามมา แต่ไม่ใช่ต้นทุนอย่างเดียวที่เราต้องคิด แต่เป็นพฤติกรรมของลูกค้า ทำให้นักการตลาตต้องใช้จิตวิทยาในการตั้งราคาด้วย

ซึ่งผู้แต่งหนังสือ “The Strategy and Tactics of Pricing” อย่าง Thomas Nagle และ Reed Holden ก็ได้ตั้งกฎเหล็ก 9 ข้อที่ใช้จิตวิทยาในการตั้งราคาที่คำนึงถึงพฤติกรรมในการตัดสินใจซื้อของของผู้บริโภคไว้แล้ว จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน

1. ไม่ได้ลดราคา แค่บอกราคาที่ถูกกว่า (Framing Effect)

เวลาลูกค้านึกถึงราคา ก็มักจะนึกแต่ว่าต้องเสียเงิน แทนที่จะนึกถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ฉะนั้นผู้บริโภคจะจับตาราคาที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ

หลายๆครั้งที่นักการตลาดจึงเลือกจะขายของแบบแยกส่วนมากกว่าขายมัดรวมกัน ยกตัวอย่างเช่น แพ็กเกจที่มีสินค้าอยู่ 5 ชิ้น แทนที่จะตั้งว่าชุดละ 249.95 เหรียญ ก็เลือกที่จะตั้งว่าชิ้นละ 49.99 เหรียญแทน เพื่อไม่ให้ดูแพงสำหรับผู้บริโภคนั่นเอง

2. ยิ่งผู้บริโภคเทียบราคาของเรากับคู่แข่งได้ตรงๆ ก็จะยิ่งสนใจราคาที่ต่างกัน (Reference Price Effect)

เก้าอี้นั่งของ Wal-Mart จึงถูกกว่าร้านค้าเล็กๆ ทำให้ลูกค้าระมัดระวังมากขึ้นไปอีก และ Reference Price Effect ที่ว่าจะไม่ค่อยได้ผล เพราะแต่ละรายก็จะหันมาให้ความสำคัญกับประโยชน์ของสินค้าแทน

เราจึงไม่ควรจะเสียเวลาไปต่อล้อต่อเถียงว่าสินค้าของเรามันเจ๋งอย่างไร เอาเวลาไปทำให้คนเห็นว่าทำให้สินค้าของเรามันต่างจากคนอื่นอย่างไรดีกว่า

3. ผู้บริโภคจะอ่อนไหวกับราคามากขึ้น เมื่อคิดถึงคุณค่าของสินค้าก่อนหน้านั้น (Fairness Effect)

และคิดว่าราคาปัจจุบันนั้นมัน “สมเหตุสมผล” หรือเปล่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าสินค้าหรือบริการนั้นคืออะไรด้วยนะ เราเลยคาดการณ์ไม่ได้ว่าลูกค้าจะรู้สึกอย่างไรเวลาต้องจ่ายเงินไป เพราะตัวลูกค้าเองอาจจะมีราคาในใจอยู่แล้วก็ได้

4. ยิ่งผู้บริโภคแต่ละคนจ่ายน้อย ก็จะไม่ค่อยสนใจราคา (Shared Cost Effect)

เช่น ถ้าเรากับเพื่อนอีก 3 คนไปกินบาร์บีคิวด้วยกัน ค่าอาหารจะรู้สึกถูก เพราะเราแชร์กันจ่าย

5. ถ้าผู้บริโภคต้องออกแรงเทียบราคาสินค้าของเราและคู่แข่ง หรือแม้กระทั้งวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ผู้บริโภคก็จะไม่ค่อยมีแนวโน้มอ่อนไหวต่อราคา(Difficult Comparison Effect)

และถ้าลูกค้าต้องเทียบสินค้าที่ไม่รู้จักกับสินค้าที่ตนเคยรู้จัก และต้องใช้เวลานานถึงจะเห็นความแตกต่าง ลูกค้าก็มีแนวโน้มที่จะเลือกสินค้าที่คุ้นเคยมากกว่าอยู่ดี

ลูกค้าอาจไม่ค่อยมีแนวโน้มที่จะหาสินค้าที่เป็นตัวเลือกอื่นๆ ถ้าลูกค้าเร่งรีบ มีเวลาน้อย ฉะนั้นนี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่การจำกัดเวลาในการซื้อของถึงยังใช้ได้ผล (นอกจากเหตุผลเรื่อง Scarcity)

6. ยิ่งผู้บริโภคไม่สะดวกที่จะต้องเปลี่ยนไปซื้อของจากผู้ขายรายใหม่ ราคาก็ยิ่งมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ เวลาหาสินค้าทางเลือก (Switching Costs Effect)

ซึ่งความยากที่ว่าก็หลายแบบไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ต้องลงทุนไป ทรัพยากร แม้แต่ความซับซ้อนยุ่งยากในการซื้อของชิ้นนั้น

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นหากมีร้านค้าอยู่ 2 เจ้า ขายสินค้าเดียวกัน ราคาเดียวกัน ร้านหนึ่งอยู่ใกล้ ร้านหนึ่งอยู่ไกล แน่นอนว่าเราก็เลือกซื้อของจากร้านที่อยู่ใกล้ แต่ถ้าหากร้านที่อยู่ใกล้นั้นเกิดไม่ขายสินค้าตัวนั้นขึ้นมาแล้ว หากเราต้องการซื้อสินค้าตัวนั้นอยู่ เราอาจจะยึดราคาของร้านที่อยู่ไกลบวกกับค่าแรงค่าเสียเวลาที่เดินทางไปซื้อเป็นหลักในการซื้อสินค้าชิ้นนั้นจากร้านอื่นๆ

7. ผู้บริโภคยอมจ่ายมากขึ้น ถ้าคุณภาพของสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น (Price-Quality Effect)

ฉะนั้นการทำให้ลูกค้ารับรู้ว่าสินค้าและบริการของเรานั้นมีความพิเศษ มีระดับ หายาก ก็จะทำให้ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเพิ่มอีก ซึ่งตัวสินค้าไม่จำเป็นต้องมีคุณภาพดีเลิศที่สุด ถ้าแบรนด์มันสะท้อนถึงคุณภาพ ก็ยอมจ่ายอยู่แล้ว

8. ผู้บริโภคจะสนใจราคามากขึ้น ถ้าไม่ค่อยมีกำลังซื้อ (Expenditure Effect)

ยิ่งลูกค้ามีงบจำกัด ยิ่งต้องคิดหนักว่า ของชิ้นนั้น ซื้อแล้วคุ้มหรือไม่? ไม่เหมือนลูกค้ากระเป๋าหนา ฉะนั้นต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีกำลังซื้อมากแค่ไหน? และจ่ายอย่างไร? ใช้เงินสด บัตรเครดิต หรือโอนเงิน? เราจะได้ตั้งราคาได้ถูกต้อง

9. ผู้บริโภคจะมองภาพรวมในการซื้อของว่าสุดท้ายจะได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน (End-Benefit Effect)

ยิ่งลูกค้าสนใจประโยชน์ที่จะได้รับจากสินค้ามากเท่าไหร่ ยิ่งสนใจราคาของสินค้า

ส่วนต้นทุนรวมของประโยชน์จากสินค้าก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ทำให้เกิดสินค้าตัวนั้น ฉะนั้นถ้าปัจจัยที่ว่านั้นมีต้นทุนต่ำ ลูกค้าก็ไม่ค่อยสนใจต้นทุนของประโยชน์สุดท้ายที่ได้รับ

ซึ่งกฎข้อนี้ใช้ได้กับสินค้าราคาสูงๆที่มีส่วนประกอบหลายๆอย่างที่ทำให้เกิดต้นทุนนั้น เช่นคอมพิวเตอร์ ศูนย์ความบันเทิง โปรแกรมออกกำลังกาย เป็นต้น ผู้บริโภคจะค่อยๆคิดว่าสุดท้ายแล้ว มันคุ้มที่จะจ่ายหรือไม่

กฎทั้ง 9 ข้อที่ว่ามานั้น หลายๆครั้งก็เกิดขึ้นได้มากกว่าหนึ่งข้อก็ได้ ขอให้ลองประยุกต์ใช้ดูจนมั่นใจว่าเราเหล่าคนทำธุรกิจนั้นได้เปรียบจริงๆ เพราะนอกจากจะทำให้เรารู้ค่าของสินค้าบริการที่เหมาะสมที่สุดแล้ว เราเองยังเข้าใจว่าทำไมบางคนถึงไม่ซื้อ เข้าใจการตั้งราคาของแบรนด์คู่แข่งด้วย

แหล่งที่มา https://shopventory.com/blog/laws-of-price-strategy/

ห้องเย็นตั้งพื้นสำเร็จรูป หรือห้องควบคุมอุณหภูมิ

ห้องเย็นตั้งพื้นสำเร็จรูป หรือห้องควบคุมอุณหภูมิ [Cold Room , Chill Room , Cold Storage] คือ ห้องที่ใช้เก็บรักษาวัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จรูปให้อยู่ในอุณหภูมิต่ำ หรือห้องที่ใช้สำหรับแปรรูปการผลิตอาหารที่ติดตั้งระบบความเย็นให้พร้อมใช้งานได้ทันที ห้องเย็นนั้นจะมีขนาดและหลายประเภท ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ สามารถออกแบบได้ตามความต้องการของลูกค้าอย่างเหมาะสม

ประเภทของห้องเย็นมี 5 ประเภท
1. ห้องแช่เย็นแบบเฉียบพลัน [Air Blast Chill Room] คือ ห้องเย็นที่มีไว้สำหรับลดอุณหภูมิและควบคุมเชื้อแบคทีเรียในเนื้อสัตว์
2. ห้องเย็นแช่แข็งหรือห้องฟรีส [Freezer Room] คือ ห้องเย็นที่มีไว้สำหรับลดอุณหภูมิและเก็บวัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จรูปไว้ในเวลานานๆ
3. ห้องเย็นสำหรับเก็บสินค้าสำเร็จรูป [Cold Storage Room] คือ ห้องเย็นที่มีไว้สำหรับเก็บรักษาสินค้าสำเร็จรูปที่ถูกผ่านการแช่แข็งมาแล้ว โดยสินค้าสำเร็จรูปต้องมีอุณหภูมิต่ำกว่า หรือเท่ากับอุณหภูมิของห้องเย็นเก็บสินค้า
4. ห้องแช่แข็งลมเย็นจัด [Air Blast Freezer Room] คือ ห้องเย็นที่มีไว้สำหรับฟรีสสินค้าสำเร็จรูปภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยไม่ทำให้เนื้อเซลล์เกิดความเสียหาย
5. ห้องเย็นเก็บสินค้าชั่วคราว [Anti Room] คือ ห้องเย็นที่มีไว้สำหรับเก็บพักสินค้าสำเร็จรูป เพื่อรอการกระจายสินค้า

น้ำตาลตกแต่งหน้าเค้กเป็นส่วนประกอบของการทำเค้ก

เค้กเป็นขนมที่มีกระบวนการทำให้สุกโดยการอบเป็นขนมที่นิยมบริโภคกันทุกกลุ่มชนเค้กมีหลายประเภทและมีคุณสมบัติต่าง ๆ กัน ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของส่วนผสม คือ แป้งสาลี ผงฟู เกลือไขมัน น้ำตาลตกแต่งหน้าเค้ก ไข่ นม และกลิ่นรส โดยต้องมีองค์ประกอบเป็นตัวเค้กให้ มีความสมดุลต่างกันไป แล้วแต่ชนิดของเค้กที่จะทำ จึงต้องมีเทคนิคในการทำให้เค้กนั้นมีคุณภาพ มีความอร่อย และน่ารับประทาน

1. สีของผิวรอบนอก ควรเป็นสีเหลืองทอง หรือสีน้ำตาลอ่อนสม่ำเสมอ
2. สีของเนื้อใน เป็นไปตามเครื่องปรุงหรือส่วนผสม เช่น ใช้ช็อกโกแลต ก็ควรเป็นสีน้ำตาล
3. ลักษณะของขอบรอบนอก เรียบสม่ำเสมอกัน
4. ลักษณะของหน้าขนม มัน เรียบ ไม่นูนเป็นแห่ง ๆ
5. การขึ้นฟูเป็นไปตามปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ผลิต น้ำหนักเบาเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณของขนม
6. ลักษณะของเนื้อใน ละเอียด ไม่แน่น หนัก มีความชื้น ไม่ร่วน หรือแฉะ
7. มีความนุ่มนวล นิ่ม เมื่อเอามือแตะเบา ๆ จะมีสปริง หรือหยุ่นกลับที่เดิม เนื้อไม่แน่น มีกลิ่นหอมชวนรับประทาน
8. รสชาติกลมกล่อม เป็นไปตามเครื่องปรุงและส่วนผสมไม่มีรสผิดไป เช่น มีรสเฝื่อน เป็นต้น
9. กลิ่นหอมชวนรับประทาน ไม่มีกลิ่นหืน

วิธีการผลิตพลาสติกเพื่อใช้ในการทำลังพลาสติก

การผลิตพลาสติกเม็ดใช้วิธีการแตกต่าง 2 วิธีการคือ การทำเม็ดร้อน ( Hot granulating )กับการทำเม็ดเย็น ( Cold granulating )

การทำเม็ดร้อน ทำโดยการเอาหัววัดหลายรูมาติดไว้ที่หน้าเครื่อง Plasticising เพื่อให้พลาสติกเหลวไหลผ่านรูออกมาจากรู และจะมีมีดหมุนติดอยู่ข้างหน้า เพื่อหมุนตัดให้เป็นเม็ดสั้นๆรอบๆหัวฉีด และมีดจะมีเรือนหุ้มอยู่เพื่อหล่อเย็นเม็ดพลาสติก โดยการเป่าลมเย็น หรือมีวงแหวนน้ำหล่อเย็นอยู่เพื่อรับเม็ดพลาสติก สำหรับเม็ดพลาสติกที่ตัดง่าย เช่น LDPE ก็จะปล่อยให้ตกลงในน้ำ เสร็จแล้วจึงนำเม็ดพลาสติกลงไปอบแห้ง หรือไล่น้ำออกแล้วจึงนำไปเก็บไว้ในไซโล

เนื่องจากเม็ดพลาสติกที่ตกลงมาใหม่ๆ ยังร้อนอยู่ จะฟอร์มตัวเป็นเม็ดกลมหรือเม็ดรีได้ในการผลิตเม็ดพลาสติกรูปทรงกระบอก จะทำได้โดยการปล่อยให้พลาสติกที่ผ่านรูหลายๆ รูออกมานั้น ผ่านไปยังอ่างน้ำทำให้เย็นเสียก่อน แล้วใช้เครื่องดึงไปผ่านเครื่องทำเม็ด คือไปผ่านมีดหมุนตัด ซึ่งมีความยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร กรรมวิธีนี้เรียกว่า การทำเม็ดเย็น

สำหรับการเตรียมพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมผลิตภัณท์พลาสติกนั้น มีเครื่องอยู่หลายแบบขายตามท้องตลาด แต่แนวโน้มที่จะหันมาใช้เครื่องอัตโนมัติมีมากขึ้น เนื่องจาประหยัดกว่าและได้คุณภาพที่สม่ำเสมอ

5 เทรนด์ธุรกิจสื่อปีนี้ จากมุมมอง Group M

1.Cross-Channel Targeting

ตอนนี้ผู้บริโภคไม่ได้อยู่แค่สื่อดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กลับมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นการทำตลาดให้ครอบคลุมตั้งแต่ Online, Offline และ In-Store คือเรื่องที่จำเป็น เพราะช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารไปถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ต้องอย่างลืมหาช่องทางที่มีการวัดผลแบบ Multi-Screen Rating เพื่อช่วยนักกลางตลาดวางแผนได้อย่างเหมาะสม

2.Live VDO

บริการ Live VDO จะกลายเป็นปรากฎการณ์ในปี 2560 หลังจากผู้บริโภคเรียนรู้การใช้งานนี้ระดับหนึ่ง ทั้งฝั่งผู้ Live Stream และผู้รับชม จึงเชื่อว่าในปีนี้จะเห็นสีสันใหม่ๆ จากการผลิตสื่อด้วยช่องทางแบบนี้มากขึ้น เช่นการที่แบรนด์ต่างๆ เลือกใช้ Live VDO มาสื่อสารกับผู้บริโภคแล้ว

3.Content Leads

ด้วยช่องทางสื่อที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่จะให้ความสนใจมากกว่าเดิม ดังนั้นการส่ง Content ที่ธรรมดาออกไป ก็เท่ากับว่าจะได้รับความสนใจน้อยกว่าคนอื่นแน่นอน ดังนั้นกระแสการ Tailor Made หรือทำ Content ให้เหมาะสมกับผู้บริโภคเฉพาะบุคคลจะมีมากกว่าเดิม และไม่ใช่แค่ฝั่งเนื้อหา แต่หมายถึงรูปแบบใหม่ๆ เช่น Virtual Reality (VR) หรือมุมมองแบบ 360 องศา

4.Online Shopping

ถือเป็นอีกความท้าทายใหม่ แม้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่การซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นนักการตลาดต้องบริหารงบประมาณ และสื่อโฆษณาให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวให้ได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมกลุ่มที่ยังไม่ซื้อสินค้าออนไลน์ด้วย เพราะยังถือเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศอยู่

5.Local Touch-Point

ถึงประเทศไทยจะมีโครงข่ายโทรคมนาคมที่ครอบคลุม และมีอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว แต่คนในพื้นที่ห่างไกลก็ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ และถึงจะอยู่ในเขต บางคนก็เลือกที่จะดำรงชีวิตแบบเดิม ดังนั้นการมองเรื่องดิจิทัลเพียงอย่างเดียวอาจตอบโจทย์ตลาดได้ไม่ทั้งหมด ต้องมีการลงลึกไปถึงกิจกรรมระดับท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์ให้เหมือนกับที่คนในเมืองได้
สรุป

จาก 5 เทรนด์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการทำตลาดด้วยช่องทางดิจิทัล และทุกสื่อ รวมถึงผู้บริโภคกำลังเดินหน้าไปในช่องทางนี้ทั้งหมด ทำให้นักการตลาดต้องมองช่องทางนี้ และใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าตอนนี้ยังมีผู้บริโภคหลายรายที่ยังไม่เข้าถึงดิจิทัล ทำให้การทำตลาดด้วยวิธีดั้งเดิมยังจำเป็นเช่นกัน

ประเภทของพรมปูพื้นรถยนต์ หรือจะเรียกว่า พรมรองพื้นรถ

ประเภทของพรมปูพื้นรถยนต์ หรือจะเรียกว่า พรมรองพื้นรถ หรือผ้ายางปูรถ หรือ… อื่นๆ อีกมากมายที่จะเรียกกันนะ.. มี 2 แบบหลักๆ ขอแบ่งตามลักษณะการทำงานของพรมนะ

ประเภทแรก คือแบบรองฝุ่น

ประเภทสอง คือแบบดักฝุ่น

แบบแรก รองฝุ่น เอาไว้ให้เรานำฝุ่นไปเททิ้ง บางแบบเป็นแบบเรียบ เช่น ผ้ายางปูพื้น แบบยางสีดำๆ หรือแบบพรมกระดุม พรมลายศร ฯลฯ คือแบบที่ตัดขอบ เย็บขอบให้ตรงกับส่วนโค้งเว้าของช่องวางเท้าของรถแต่ละรุ่น เพื่อให้วางได้เรียบเนียนแนบสนิทไปกับพื้นรถได้ แบบนี้ มีหลากหลายรูปแบบย่อยอีกที หลากหลายสีสัน และวัสดุ ให้เลือกใช้งานตามความชอบ

แบบสอง คือแบบดักฝุ่น แบบนี้ จะเป็นไวนิลของ 3M แบบนี้มีหลายสีให้เลือกเช่นกัน สีสดๆก็มี เช่นสีแดง เป็นต้น ลักษณะการทำงานของพรมนี้ คือ มันเป็นไวนิลอ่อนๆ ยวบๆ ด้านบนเป็นขนไวนิล ทำฟูๆ หน้าตาเหมือนพรมบ้าน แต่วัสดุเป็นไวนิล เปียกน้ำได้ มันจะดักฝุ่นไว้พื้นข้างล่าง ด้านบนเราจะเหยียบเจอขนไวนิลของมัน ให้ความรู้สึกเหมือนรถไม่มีฝุ่น เวลาทำความสะอาด ก็นำพรมออกไปสะบัด ตบ เคาะ ให้ฝุ่น เศษผง ที่ตกลงไปด้านล่าง ให้กระเด็นออกจากพรม ซึ่งอาจจะหมด หรือไม่หมด ตามแรกตบ การล้างให้สะอาดหมดจด จะยากยิ่ง (กว่าแบบแรกมาก) การแปรงล้างด้วยน้ำ ทำได้ แต่คงสะอาดไม่ถึงด้านล่างใต้ขนๆของมัน

 

ขั้นตอนในการฝึกฝนเรียนภาษาอังกฤษ ขอนแก่น

ขั้นตอนในการฝึกฝนเรียนภาษาอังกฤษ ขอนแก่น

1. ฟังรอบแรกรวดเดียวจบ โดยไม่ดูบทความที่แนบมากับคลิปเสียง สูดหายใจลึกๆ หามุมที่นั่งสบายๆ ผ่อนคลาย ไม่ต้องกังวลว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง

2. ฟังซ้ำอีกครั้งเพื่อเก็บรายละเอียดเพิ่มเติม

3. ฟังและหยุดคลิปทุกๆ 5 วินาที ขณะที่หยุดนั้นให้เขียนคำหรือวลีอะไรก็ได้ที่คุณได้ยินออกมาให้ได้มากที่สุด เมื่อฟังจบทั้งคลิปแล้ว ลองอ่านโน้ตย่อๆ ของเราดูว่า เราพอจะจับคอนเซ็ปต์ได้หรือไม่ว่าในคลิปกำลังพูดถึงเรื่องอะไร การฝึกในเบื้องต้นเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกคำพูดค่ะ แค่พอเข้าใจคร่าวๆ ก็ถือว่าโอเคแล้ว

4. ทำซ้ำแบบเดิมกับข้อ 3. แต่พยายามเติมคำศัพท์ลงไปให้มากขึ้น และแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ จากการเขียนครั้งแรก

5. เขียนเรียบเรียงข้อมูลให้เป็นประโยค ลองใช้ความรู้ด้านไวยากรณ์ปะติดปะต่อคำและวลีต่างๆ เข้าด้วยกัน

6. เก็บโน้ตย่อชิ้นแรกออกไป เริ่มฟังคลิปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ให้หยุดคลิปทุกๆ 10 วินาที แล้วเขียนสิ่งที่ได้ยินออกมาเหมือนเดิม จากนั้นลองนำมาเปรียบกับโน้ตย่อชิ้นเก่าดูค่ะ
7. ฟังคลิปเสียงอีกครั้ง โดยอ่านโน้ตย่อของตัวเองตามไปด้วย

8. เปรียบเทียบโน้ตย่อกับบทความจริงที่ถูกต้อง ถ้าพบว่ามีคำผิดเยอะ ต้องลองวิเคราะห์ดูค่ะว่าปัญหาในการฟังของคุณเกิดจากอะไร บางคนอาจจะฟังไม่รู้เรื่อง เพราะออกเสียงไม่ถูกต้อง ไม่รู้จักคำศัพท์ หรือมีปัญหากับเสียงหนัก เสียงเบา การเชื่อมคำ การรวบประโยค ก็ต้องลองแก้ปัญหาเป็นจุดๆ ไป

9. ฟังคลิปอีกครั้งไปพร้อมๆ กับการอ่านบทความที่ถูกต้อง เพื่อเช็คว่าตรงส่วนไหนบ้างที่คุณพลาดไป จากนั้นลองกลับฟังรอบสุดท้ายแบบไม่อ่านโน้ตและบทความเลย ซึ่งพอถึงขั้นตอนนี้คุณควรจะเข้าใจเรื่องราวในนั้นมากยิ่งขึ้นแล้วนะคะ

ส่วนในการเลือกคลิปเสียง ถ้าเป็นเรื่องที่เราสนใจจะยิ่งกระตุ้นให้เราอยากฝึกฝนมากยิ่งขึ้นค่ะ