ใช้โซเชียลต้องรู้! เคล็ด(ไม่)ลับแต่การันตี Success บันไดดันแบรนด์ถึงดาว

ยุคนี้…ทั้งแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ เลือกทำตลาดผ่านโซเชียลกันทั้งนั้น! แต่มีกี่แบรนด์ที่สามารถสร้างความสำเร็จ สร้างความประทับใจแก่ผู้บริโภค หรือตราตรึงใจคุณได้บ้าง

จากมูลค่า e-Commerce ของประเทศไทยในปีที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA ระบุว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กกลายเป็นช่องทางสำคัญในการค้าปลีกและค้าส่ง ด้วยมูลค่าเกือบ 270,000 ล้านบาท!!! เรียกว่าทิ้งห่างช่องทางที่สร้างมูลค่าเป็นเบอร์รองอย่าง e-Marketplace กับมูลค่า 57,000 ล้านบาท แบบไม่เห็นฝุ่น

ในเมื่อ “แบรนด์” พากันพุ่งเข้าหาโอกาสและกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางดังกล่าวมากมาย แต่ประเด็นสำคัญ คือ “ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จบนโซเชียล” ถูกมั้ย? แล้วอะไรคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้แบรนด์ของเขา หรือแบรนด์ของคุณ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่ก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นบนโซเชียลได้…?

จงใช้ Facebook ให้ลึก!

ถึงแม้คุณจะใช้ Facebook เป็นช่องทางในการทำตลาดและเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ก็ควรรู้ไว้ด้วยว่า Facebook ไม่ได้มีเพียง Page ช่องทางเดียว แต่คุณยังสามารถใช้ประโยชน์จาก Group ได้ด้วย ไม่ว่าจะค้นหาลูกค้าผู้ที่มีความสนใจสินค้าและบริการแบบเฉพาะเจาะจงตรงกับแบรนด์ของคุณ หรือแม้แต่นำเสนอ Product ของคุณให้เป็นวงแคบตรงกลุ่มไม่หยุดอยู่แค่การเหวี่ยงโพสต์ลงไปที่หน้า Page เพื่อเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ซึ่งไม่รู้ว่าพวกเขาคือลูกค้าตัวจริงของคุณหรือเปล่า

ยุคทอง สารพัด Live

จริงอยู่ว่าผู้ใช้โซเชียลมีโอกาสเข้าถึงสินค้าและบริการผ่านการโฆษณา แต่ห้ามลืม! ว่าผู้ให้บริการโซเชียลต่างไม่เคยหยุดนิ่ง อย่ามองข้ามฟีเจอร์ ลูกเล่น ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้ใช้งาน นึกภาพออกมั้ย? ยกตัวอย่างที่ใกล้และชัดเจนที่สุดก็คือ การถ่ายทอดสด หรือ Live นั่นล่ะ และในยุคที่คนนิยมดูสารพัด Live พ่อค้าแม่ขายออนไลน์จึงหันมาหยิบจับกระแสถ่ายทอดสดสู่การขายสด! เคยเห็นมั้ย ลีลาการขายสดที่ตอบโต้กับลูกค้าแบบเรียลไทม์ พิมพ์ซื้อ พิมพ์คอนเฟิร์มราคาสินค้ากันเดี๋ยวนั้น สนุกยังกับเล่นเกมชิงรางวัลแต่ปิดการขายได้ยอดสั่งซื้อกันเพียบ เหตุผลแค่นี้เพียงพอให้คุณลอง Live สร้างโอกาสให้แบรนด์ตัวเองได้หรือยัง

คนดัง…ยังพึ่งได้!

เพราะอะไรเราถึงบอกว่า เหล่าเซเลบ คนดัง ดารา ยังเป็นที่พึ่งของแบรนด์ได้น่ะเหรอ ก็เพราะคนไทยยังนิยมติดตามความเคลื่อนไหวและคล้อยตามเหล่าคนดัง ดารา นักร้องนั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ยังเลือกใช้วิธีฝากฝังคนดังให้ช่วยแนะนำแบรนด์ของตน อย่างน้อย…ถ้าเลือกฝากคนดังที่มีแฟนติดตามเป็นจำนวนมาก แค่นั้นก็ถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้สินค้าหรือบริการของคุณได้ผ่านสายตาผู้คนมากขึ้นแล้ว.

ที่มา: MarketingOops.com

ผลสำรวจชี้ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก เลือกใช้เว็บไซต์เป็นช่องทางการตลาดอันดับแรก

หากพูดถึงการทำธุรกิจในยุคนี้ “ช่องทางออนไลน์” ก็มักจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ในการทำตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มีงบประมาณจำกัด จากการสำรวจของ Drip ที่เก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME ในสหรัฐฯ จำนวน 1,003 คน พบว่า 71% เลือกใช้เว็บไซต์เป็นช่องทางหลักในการทำธุรกิจและการตลาด ตามาด้วย Social Media ในสัดส่วนที่ไม่ต่างกันมากนัก อยู่ที่ 67% และ 28% จะใช้ Digital Ads อย่างเช่น Display, Pay-Per-Click (PPC) หรือทำโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์อื่นๆ

แม้สื่อออนไลน์จะมีความสำคัญแค่ไหนก็ตาม แต่สื่อออฟไลน์ก็ยังเป็นช่องทางการทำตลาดที่สำคัญไม่แพ้กัน โดย 27% กลุ่มสำรวจยังเลือกใช้สื่อออฟไลน์อย่างสิ่งพิมพ์ และโทรทัศน์ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ เมื่อถามว่าพวกเขาค้นหาไอเดียการทำธุรกิจจากไหน 29% บอกว่า จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ตามมาด้วย 28% จากการอ่าน Blog และเว็บไซต์ต่างๆ อันดับ 3 15% จากงานประชุม สัมมนา หรืออีเว้นท์

และอีกประเด็นที่น่าสนใจ กลุ่มสำรวจเกือบครึ่ง 49% ใช้เวลาน้อยกว่า 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อดำเนินการด้านการตลาด หากจะบอกว่าน้อยเกินไปก็คงไม่ผิดนัก

ที่มา : marketingoops.com

การบริการที่มีให้กับลูกค้ามีอะไรบ้าง?

ปัจจุบันลูกค้าของเราส่วนใหญ่มาจากแบรนด์โดยตรง ซึ่งมีอยู่ถึง 90% และเป็นเอเจนซี่ 10% และลูกค้าที่เข้ามาก็มีความต้องการที่หลากหลาย โดยเราจะแบ่งประเภทการบริการของเราเป็นไปตามความต้องการของลูกค้า ดังนี้

1.ลูกค้ากลุ่มที่ต้องการ Awareness เช่น ต้องการนำเสนอโปรโมชั่นต่างๆ ลดแลกแจกแถม และมีสิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการให้เห็นโปรโมชั่นไวๆ เพราะถ้าเป็นแบนเนอร์ตามเว็บทั่วไปกว่าคนจะเห็นก็ต้องใช้เวลา แต่ถ้าลูกค้ามาลงกับเรา user เราที่มีมากกว่า 2 ล้านคนก็จะเห็นทันทีเลย ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งแบรนด์และก็ user เอง นอกจากนี้ เรายังสามารถจับ target คนเห็นโฆษณาได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเลือกเพศ อายุ จังหวัดเครือข่ายมือถือ เวอร์ชั่นของระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือ วันและเวลา รวมถึงความสนใจซึ่งแบ่งได้ถึง12 ประเภท เป็นต้น

2.ต้องการยอดวิว ในการชมวิดีโอ เช่น ลงบนYoutubeเราก็สามารถสไลด์แล้วคลิกได้เลย ซึ่งจะทำให้คนเห็นโฆษณาแล้วดูตั้งแต่ต้นจนจบ

3.Chart Boosting เป็นลูกค้ากลุ่มแอปพลิเคชั่น ทั้งนี้ เวลาที่ลูกค้าทำแอปฯขึ้นมาก็อยากจะให้คนใช้แอปฯ เยอะๆ อยากให้คนมาดาวน์โหลด ซึ่งกลยุทธ์หนึ่งของโมบาย มาร์เก็ตติ้ง ก็คือการทำให้แอปฯ ติดท็อปชาร์ตในกูเกิ้ลเพลย์ และลูกค้าส่วนใหญ่ได้มาลงโฆษณากับเรา ก็จะติดท็อปชาร์ตกันหมด สิ่งนี้ก็จะจูงใจให้กับ user มาดาวน์โหลดแอปฯ ของลูกค้าได้นั่นเอง

4.ลูกค้าต้องการสร้าง Engagement เพราะลูกค้าบางรายที่มาอาจจะไม่ได้ต้องการเน้นสร้าง awareness แต่ต้องการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งานมากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่มักจะไปทำลงใน Facebook แต่ของเราก็ทำได้ โดยเราจะเป็นเหมือนประตูไปสู่แบรนด์ โดยอาจจะเข้าไปหายัง Facebook หรือเว็บไซต์ หรือไมโครไซท์สำหรับแคมเปญต่างๆ ก็ได้ หรือจะเข้าไปยังโมบายแอปฯ ที่ลูกค้าทำไว้เองก็ได้

5.Drive Sale ต้องการผลักดันยอดขาย ด้วยการที่เรามี user อยู่มากกว่า 2 ล้านคน และโดยเฉลี่ยจะมีเงินอยู่ในเครื่องประมาณ 100 บาท ดังนั้น ทั้งหมดคือมีเงินถึง 200 ล้านบาท เป็น eMoneyที่เขายังไม่เอาออกมา เป็นเงินที่เขาได้มาฟรี นอกจากนี้ ยังมีแจกเป็น eCoupon ด้วย

สาเหตุของใต้ตาคล้ำ พร้อมวิธีรักษา

สาเหตุของใต้ตาคล้ำ พร้อมวิธีรักษามีดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ใต้ตาคล้ำจากโรคภูมิแพ้ เกิดจากระบบการไหลเวียนเลือดติดขัด เนื่องจากบริเวณตาและ จมูกบวม ซึ่งโดยปกติแล้วทิศทางการไหลเวียนของเลือดจะไหลเวียนจากตา ลงมาที่หัวตา และ จมูก เมื่อจมูกบวม ก็จะปิดกั้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดคั่งอยู่บริเวณผิวหนังใต้ตา ทำให้ตาดำ ซึ่งในกรณีนี้ ก็ต้องดูที่ต้นเหตุ ว่าทำอย่างไร จมูกจึงจะไม่บวม นั่นก็คือ ต้องรักษาโรคภูมิแพ้ให้หาย หรือ ให้ดีขึ้นก่อน อย่างน้อยๆ คือ ต้องไม่มีอาการ ตราบใดที่ผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ยังคงมีน้ำมูก จาม ฮึดฮัดอยู่ตลอดในทุกเช้า อาการตาดำก็จะยังไม่ดีขึ้น ซึ่งวิธีการรักษา นั่นก็คือ ต้องกินยาให้สม่ำเสมอ พ่นจมูกทุกครั้งเมื่อมีอาการ นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มักจะมีอาการ คัน ระคายเคืองที่ตา ทำให้ต้องขยี้ตาเป็นประจำ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาดำ

2.ตาโหล ใต้ตาดำ จากการพักผ่อนน้อย วิธีนี้แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งคนที่พักผ่อนน้อยก็จะมีปัญหาเรื่องตาบวมตามมา ซึ่งต้องงดกินเค็ม งดโซเดียม งดผงชูรส อย่าง การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมถุง มันฝรั่งทอดกรอบ อาหารกระป๋อง ยิ่งบริโภคก่อนนอนจะยิ่งทำให้ตาบวมมากขึ้น

3.สาเหตุจาก วัย เมื่อย่างเข้าสู่วัย 30 Baby Fat ซึ่งอยู่ในตำแหน่งหน้าแก้ม และ บริเวณใต้ตา จะเริ่มหายไป ทำให้เกิดร่องลึก เมื่อเจอแสงและเงาส่องก็จะยิ่งเห็นชัดเจนว่า ตาโหล ตาดำ หรือ บางคนมีไขมันใต้ตาเยอะกว่า ส่วนไขมันที่แก้มหายไป ทำให้ดูเหมือนตาปูด มีถุงใต้ตาตั้งแต่อายุน้อยๆ ในกรณีนี้จะแก้ไขได้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์โดยจะเห็นผลลัพธ์ทันทีหลังฉีด ตาดำจางลงอย่างชัดเจน

4. ลักษณะทางพันธุกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุตาโหล ตาดำ ลักษณะโครงหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างเช่น พันธุกรรมที่พบบ่อย คือ คนที่มีโครงหน้าแขก เนื่องจาก โครงสร้างของกะโหลกจะมีเบ้าตาลึกแบบชาวตะวันตก ทำให้เมื่อแสงแดดส่องก็จะตกกระทบเป็นเงา ซึ่งแก้ได้ด้วยวิธีฉีดฟิลเลอร์ช่วย

การรักษาที่ตรงจุด ด้วยการหาสาเหตุ และมีวิธีรักษาอาการตาโหล ใต้ตาคล้ำ อย่างถูกต้อง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ย่อมช่วยให้ได้ผลลัพธ์ สวยปิ๊งแบบหายห่วง เบาใจ ไม่ต้องโบ๊ะ ก็มั่นใจ และปลอดภัยกว่า การทดลองหาวิธีสวยทางลัด ซึ่งอาจจะได้ผลลัพธ์แบบได้ไม่คุ้มเสียก็เป็นได้น๊า

การเลือกหัวข้อสำหรับทำ infographic

การเลือกหัวข้อสำหรับทำ infographic เป็นเรื่องอันดับแรก มีหัวข้อบางประเภทมีโอกาสดังสูงเมื่อคุณนำมาทำเป็น infographic
เลือกสไตล์ก่อน

เลือกสไตล์ของ infographic ที่คุณอยากสร้างสรรค์ก่อนแล้วค่อยนำเนื้อหาที่เข้ากันมาเทียบ

– เน้นวิวัฒนาการของสิ่งต่างๆ (เช่น เทคโนโลยี ปรัชญา หรือชีววิทยา) =Timeline infographics

– เน้นขั้นตอน แนะนำการใช้งานและความสำเร็จ =instructional infographic

– การเปรียบเทียบสองสิ่ง (เช่น เจ้าของธุรกิจ VS พนักงาน) =Comparison infographics

– ฯลฯ

หากคุณมีไอเดียว่า infographic มีแบบไหนบ้าง เราจะสามารถเลือกเนื้อหามาใส่ได้อย่างถูกต้อง
หัวข้อในกระแส

หาหัวข้อที่อยู่ในกระแสเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก ง่ายๆ ในสเต็ปแรก ลองเปิดเว็บบอร์ดและเว็บข่าวต่างๆ หรืออาจดูสถิติใน Google Trends ประกอบได้
คอนเทนต์เก่าเล่าใหม่

ลองหาโพสต์เก่าๆ พรีเซนเตชั่น หรือสรุปงานสัมมนาที่เข้าใจยากมาย่อยให้เป็น infographic ง่ายๆ หากคุณขุดค้นไปจะพบว่ามีงานมากมายที่ใช้พลังงานและเวลามากมายในการสร้างสรรค์แต่กลับไม่มีวิธีนำเสนอที่ดี ข้อความเหล่านั้นจึงส่งไปไม่ถึงไหน ลองสำรวจข้อมูลของลูกค้า หรืออุตสาหกรรมที่พวกเขาน่าจะสนใจแล้วค่อยนำเสนอ
เปลี่ยนมุมมอง

ลองหาดูก่อนว่ามี infographic ที่ใกล้เคียงแบบที่เราเคยทำไปแล้วไหม หากมีแล้วไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้แต่เราต้องพัฒนาต่อยอดความคิดนั้นให้มากขึ้นไปอีก เช่น หากเคยมีคนเสนอประโยชน์ของครีมบำรุงผิว infographic ของเราอาจเป็นการเปรียบเทียบครีมบำรุงผิวกับผลิตภัณฑ์แบบอื่นๆ ที่ทำงานใกล้เคียงกัน หากเราพบ infographic ที่มีลักษณะใกล้กับของเราก็อุ่นใจได้ว่าอย่างน้อยน่าจะมีสนใจหัวข้อที่เรานำเสนอ

ทำความรู้จัก 10 บริษัทที่มีนวัตกรรมด้าน Advertising และ Marketing ในปี 2560 ที่เจ๋งที่สุดกัน

เป้าหมายของนักการตลาดที่ดีคือการนำแบรนด์ต่างๆ ไปถึงผู้บริโภคให้ใกล้ที่สุด และถ้าอยู่ในระดับที่เห็นในชีวิตประจำวันยิ่งดี แต่การจะไปถึงขั้นนั้นก็ต้องไม่รบกวนเป้าหมายมากเกินไป เพราะนอกจากจะสร้างความรำคาญแล้ว การโฆษณายังไม่เกิดประสิทธิภาพด้วย

ในทางกลับกันบริษัทที่อยู่ใน 10 อันดับข้างล่างนี้ ไม่ได้แค่ทำโฆษณาออกมาดี แต่ยังสร้างพื้นที่ให้ผู้บริโภคสามารถใช้เวลากับแบรนด์ได้ด้วย เช่น 20th Century Fox ที่สามารถสร้างตัวละครอย่าง Deathpool ให้ติดตลาดด้วยความโดดเด่นเรื่องแนวทางความคิด รวมถึง INGO Stockholm ก็ช่วยให้การท่องเที่ยว Sweden มีการเติบโตเช่นกัน

สำหรับ 10 บริษัทที่มีนวัตกรรมเกี่ยวกับ Advertising และ Marketing ที่ดีที่สุดในปี 2560 มีดังนี้

Facebook ช่องทางใหม่ในการสร้างโฆษณาบน Smartphone
Kenzo ศิลปะกับโฆษณาสามารถเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แบบ
FX Networks อีกบริการ SVOD ที่เติบโตด้วยนักแสดงหน้าใหม่
R/GA สร้างความโดดเด่นด้วย Digital Experience ในสถานที่ต่างๆ
Netscout ช่วยให้การทำตลาด B2B มีสีสันมากขึ้น
INGO Stockholm ผู้นำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
Droga5 พร้อมลุยทุกความเสี่ยงที่จะสร้างสรรค์ Content ใหม่ๆ
Wieden+Kennedy ผู้ที่แสดงให้เห็นโอกาสของโฆษณาทีวียังมีอยู่ถ้าทำได้แตกต่าง
20th Century Fox ค่ายภาพยนต์ที่นำความตลกมาใส่ในภาพยนตร์จนติดตลาด
Venables Bell & Partners สามารถสร้างตัวตนให้กับแบรนด์อย่าง REI และ Reebok ได้ดีขึ้น

อ้างอิง // The 10 Most Innovative Companies In Advertising/Marketing 2017

เราจะใช้”จิตวิทยา”ตั้งราคาสินค้า ให้ลูกค้า”หลงกล”ได้อย่างไร?

“ตั้งราคายังไง ถึงจะทำกำไรได้?” หนึ่งในคำถามสุดคลาสสิคในการทำการตลาดและทำธุรกิจ เราต้องรู้ว่าต้นทุนในการทำธุรกิจมีอยู่เท่าไหร่ ต้นทุนต่อของที่จะขายคือเท่าไหร่ และอีกสารพัดคำถามที่ตามมา แต่ไม่ใช่ต้นทุนอย่างเดียวที่เราต้องคิด แต่เป็นพฤติกรรมของลูกค้า ทำให้นักการตลาตต้องใช้จิตวิทยาในการตั้งราคาด้วย

ซึ่งผู้แต่งหนังสือ “The Strategy and Tactics of Pricing” อย่าง Thomas Nagle และ Reed Holden ก็ได้ตั้งกฎเหล็ก 9 ข้อที่ใช้จิตวิทยาในการตั้งราคาที่คำนึงถึงพฤติกรรมในการตัดสินใจซื้อของของผู้บริโภคไว้แล้ว จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน

1. ไม่ได้ลดราคา แค่บอกราคาที่ถูกกว่า (Framing Effect)

เวลาลูกค้านึกถึงราคา ก็มักจะนึกแต่ว่าต้องเสียเงิน แทนที่จะนึกถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ฉะนั้นผู้บริโภคจะจับตาราคาที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ

หลายๆครั้งที่นักการตลาดจึงเลือกจะขายของแบบแยกส่วนมากกว่าขายมัดรวมกัน ยกตัวอย่างเช่น แพ็กเกจที่มีสินค้าอยู่ 5 ชิ้น แทนที่จะตั้งว่าชุดละ 249.95 เหรียญ ก็เลือกที่จะตั้งว่าชิ้นละ 49.99 เหรียญแทน เพื่อไม่ให้ดูแพงสำหรับผู้บริโภคนั่นเอง

2. ยิ่งผู้บริโภคเทียบราคาของเรากับคู่แข่งได้ตรงๆ ก็จะยิ่งสนใจราคาที่ต่างกัน (Reference Price Effect)

เก้าอี้นั่งของ Wal-Mart จึงถูกกว่าร้านค้าเล็กๆ ทำให้ลูกค้าระมัดระวังมากขึ้นไปอีก และ Reference Price Effect ที่ว่าจะไม่ค่อยได้ผล เพราะแต่ละรายก็จะหันมาให้ความสำคัญกับประโยชน์ของสินค้าแทน

เราจึงไม่ควรจะเสียเวลาไปต่อล้อต่อเถียงว่าสินค้าของเรามันเจ๋งอย่างไร เอาเวลาไปทำให้คนเห็นว่าทำให้สินค้าของเรามันต่างจากคนอื่นอย่างไรดีกว่า

3. ผู้บริโภคจะอ่อนไหวกับราคามากขึ้น เมื่อคิดถึงคุณค่าของสินค้าก่อนหน้านั้น (Fairness Effect)

และคิดว่าราคาปัจจุบันนั้นมัน “สมเหตุสมผล” หรือเปล่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าสินค้าหรือบริการนั้นคืออะไรด้วยนะ เราเลยคาดการณ์ไม่ได้ว่าลูกค้าจะรู้สึกอย่างไรเวลาต้องจ่ายเงินไป เพราะตัวลูกค้าเองอาจจะมีราคาในใจอยู่แล้วก็ได้

4. ยิ่งผู้บริโภคแต่ละคนจ่ายน้อย ก็จะไม่ค่อยสนใจราคา (Shared Cost Effect)

เช่น ถ้าเรากับเพื่อนอีก 3 คนไปกินบาร์บีคิวด้วยกัน ค่าอาหารจะรู้สึกถูก เพราะเราแชร์กันจ่าย

5. ถ้าผู้บริโภคต้องออกแรงเทียบราคาสินค้าของเราและคู่แข่ง หรือแม้กระทั้งวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ผู้บริโภคก็จะไม่ค่อยมีแนวโน้มอ่อนไหวต่อราคา(Difficult Comparison Effect)

และถ้าลูกค้าต้องเทียบสินค้าที่ไม่รู้จักกับสินค้าที่ตนเคยรู้จัก และต้องใช้เวลานานถึงจะเห็นความแตกต่าง ลูกค้าก็มีแนวโน้มที่จะเลือกสินค้าที่คุ้นเคยมากกว่าอยู่ดี

ลูกค้าอาจไม่ค่อยมีแนวโน้มที่จะหาสินค้าที่เป็นตัวเลือกอื่นๆ ถ้าลูกค้าเร่งรีบ มีเวลาน้อย ฉะนั้นนี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่การจำกัดเวลาในการซื้อของถึงยังใช้ได้ผล (นอกจากเหตุผลเรื่อง Scarcity)

6. ยิ่งผู้บริโภคไม่สะดวกที่จะต้องเปลี่ยนไปซื้อของจากผู้ขายรายใหม่ ราคาก็ยิ่งมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ เวลาหาสินค้าทางเลือก (Switching Costs Effect)

ซึ่งความยากที่ว่าก็หลายแบบไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ต้องลงทุนไป ทรัพยากร แม้แต่ความซับซ้อนยุ่งยากในการซื้อของชิ้นนั้น

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นหากมีร้านค้าอยู่ 2 เจ้า ขายสินค้าเดียวกัน ราคาเดียวกัน ร้านหนึ่งอยู่ใกล้ ร้านหนึ่งอยู่ไกล แน่นอนว่าเราก็เลือกซื้อของจากร้านที่อยู่ใกล้ แต่ถ้าหากร้านที่อยู่ใกล้นั้นเกิดไม่ขายสินค้าตัวนั้นขึ้นมาแล้ว หากเราต้องการซื้อสินค้าตัวนั้นอยู่ เราอาจจะยึดราคาของร้านที่อยู่ไกลบวกกับค่าแรงค่าเสียเวลาที่เดินทางไปซื้อเป็นหลักในการซื้อสินค้าชิ้นนั้นจากร้านอื่นๆ

7. ผู้บริโภคยอมจ่ายมากขึ้น ถ้าคุณภาพของสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น (Price-Quality Effect)

ฉะนั้นการทำให้ลูกค้ารับรู้ว่าสินค้าและบริการของเรานั้นมีความพิเศษ มีระดับ หายาก ก็จะทำให้ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเพิ่มอีก ซึ่งตัวสินค้าไม่จำเป็นต้องมีคุณภาพดีเลิศที่สุด ถ้าแบรนด์มันสะท้อนถึงคุณภาพ ก็ยอมจ่ายอยู่แล้ว

8. ผู้บริโภคจะสนใจราคามากขึ้น ถ้าไม่ค่อยมีกำลังซื้อ (Expenditure Effect)

ยิ่งลูกค้ามีงบจำกัด ยิ่งต้องคิดหนักว่า ของชิ้นนั้น ซื้อแล้วคุ้มหรือไม่? ไม่เหมือนลูกค้ากระเป๋าหนา ฉะนั้นต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีกำลังซื้อมากแค่ไหน? และจ่ายอย่างไร? ใช้เงินสด บัตรเครดิต หรือโอนเงิน? เราจะได้ตั้งราคาได้ถูกต้อง

9. ผู้บริโภคจะมองภาพรวมในการซื้อของว่าสุดท้ายจะได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน (End-Benefit Effect)

ยิ่งลูกค้าสนใจประโยชน์ที่จะได้รับจากสินค้ามากเท่าไหร่ ยิ่งสนใจราคาของสินค้า

ส่วนต้นทุนรวมของประโยชน์จากสินค้าก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ทำให้เกิดสินค้าตัวนั้น ฉะนั้นถ้าปัจจัยที่ว่านั้นมีต้นทุนต่ำ ลูกค้าก็ไม่ค่อยสนใจต้นทุนของประโยชน์สุดท้ายที่ได้รับ

ซึ่งกฎข้อนี้ใช้ได้กับสินค้าราคาสูงๆที่มีส่วนประกอบหลายๆอย่างที่ทำให้เกิดต้นทุนนั้น เช่นคอมพิวเตอร์ ศูนย์ความบันเทิง โปรแกรมออกกำลังกาย เป็นต้น ผู้บริโภคจะค่อยๆคิดว่าสุดท้ายแล้ว มันคุ้มที่จะจ่ายหรือไม่

กฎทั้ง 9 ข้อที่ว่ามานั้น หลายๆครั้งก็เกิดขึ้นได้มากกว่าหนึ่งข้อก็ได้ ขอให้ลองประยุกต์ใช้ดูจนมั่นใจว่าเราเหล่าคนทำธุรกิจนั้นได้เปรียบจริงๆ เพราะนอกจากจะทำให้เรารู้ค่าของสินค้าบริการที่เหมาะสมที่สุดแล้ว เราเองยังเข้าใจว่าทำไมบางคนถึงไม่ซื้อ เข้าใจการตั้งราคาของแบรนด์คู่แข่งด้วย

แหล่งที่มา https://shopventory.com/blog/laws-of-price-strategy/

5 เทรนด์ธุรกิจสื่อปีนี้ จากมุมมอง Group M

1.Cross-Channel Targeting

ตอนนี้ผู้บริโภคไม่ได้อยู่แค่สื่อดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กลับมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นการทำตลาดให้ครอบคลุมตั้งแต่ Online, Offline และ In-Store คือเรื่องที่จำเป็น เพราะช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารไปถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ต้องอย่างลืมหาช่องทางที่มีการวัดผลแบบ Multi-Screen Rating เพื่อช่วยนักกลางตลาดวางแผนได้อย่างเหมาะสม

2.Live VDO

บริการ Live VDO จะกลายเป็นปรากฎการณ์ในปี 2560 หลังจากผู้บริโภคเรียนรู้การใช้งานนี้ระดับหนึ่ง ทั้งฝั่งผู้ Live Stream และผู้รับชม จึงเชื่อว่าในปีนี้จะเห็นสีสันใหม่ๆ จากการผลิตสื่อด้วยช่องทางแบบนี้มากขึ้น เช่นการที่แบรนด์ต่างๆ เลือกใช้ Live VDO มาสื่อสารกับผู้บริโภคแล้ว

3.Content Leads

ด้วยช่องทางสื่อที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่จะให้ความสนใจมากกว่าเดิม ดังนั้นการส่ง Content ที่ธรรมดาออกไป ก็เท่ากับว่าจะได้รับความสนใจน้อยกว่าคนอื่นแน่นอน ดังนั้นกระแสการ Tailor Made หรือทำ Content ให้เหมาะสมกับผู้บริโภคเฉพาะบุคคลจะมีมากกว่าเดิม และไม่ใช่แค่ฝั่งเนื้อหา แต่หมายถึงรูปแบบใหม่ๆ เช่น Virtual Reality (VR) หรือมุมมองแบบ 360 องศา

4.Online Shopping

ถือเป็นอีกความท้าทายใหม่ แม้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่การซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นนักการตลาดต้องบริหารงบประมาณ และสื่อโฆษณาให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวให้ได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมกลุ่มที่ยังไม่ซื้อสินค้าออนไลน์ด้วย เพราะยังถือเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศอยู่

5.Local Touch-Point

ถึงประเทศไทยจะมีโครงข่ายโทรคมนาคมที่ครอบคลุม และมีอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว แต่คนในพื้นที่ห่างไกลก็ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ และถึงจะอยู่ในเขต บางคนก็เลือกที่จะดำรงชีวิตแบบเดิม ดังนั้นการมองเรื่องดิจิทัลเพียงอย่างเดียวอาจตอบโจทย์ตลาดได้ไม่ทั้งหมด ต้องมีการลงลึกไปถึงกิจกรรมระดับท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์ให้เหมือนกับที่คนในเมืองได้
สรุป

จาก 5 เทรนด์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการทำตลาดด้วยช่องทางดิจิทัล และทุกสื่อ รวมถึงผู้บริโภคกำลังเดินหน้าไปในช่องทางนี้ทั้งหมด ทำให้นักการตลาดต้องมองช่องทางนี้ และใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าตอนนี้ยังมีผู้บริโภคหลายรายที่ยังไม่เข้าถึงดิจิทัล ทำให้การทำตลาดด้วยวิธีดั้งเดิมยังจำเป็นเช่นกัน

การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าได้

ตอนนี้ออนไลน์คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี ไม่ใช่แค่การโฆษณาหว่าน โดยไม่มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย อย่าลืมว่าออนไลน์สามารถทำให้แบรนด์เติบโตได้ การใช้ Social Media ก็สำคัญไม่แพ้กัน ในส่วนของบริษัทฯ ได้ใช้ Facebook เพื่อแบ่งประเภทธุรกิจ เช่น Facebook สำหรับรับออกแบบสินค้า (รองเท้า), Facebook ของแบรนด์, Facebook สำหรับการรับจ้างผลิต OEM เป็นต้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทุกส่วน

โลกเปลี่ยนไปแล้ว แบรนด์ก็ต้องเปลี่ยนตามให้ทัน เมื่อกระแส Social Media เข้ามา แบรนด์ก็ต้องนำมาใช้ เพื่อสร้างการรับรู้ ทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความอยากรู้อยากลอง เราไม่ลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ ก็ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่พร้อมจะทำ หรืออาจทำได้ดีกว่าเราด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่เวลาที่จะลังเล แต่เป็นเวลาของการลงมือทำ

คงต้องบอกว่าตอนนี้ออนไลน์ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกแบรนด์ต้องมี ถึงเวลาของการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ใครเปลี่ยนก่อน และปรับตัวได้เร็วกว่า ย่อมได้เปรียบ

ผลสำรวจสำคัญเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ในแบบดิจิทัลของกลุ่มมิลเลนเนียลชาวเอเชีย

ผลสำรวจสำคัญเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ในแบบดิจิทัลของกลุ่มมิลเลนเนียลชาวเอเชียดังนี้

1. กลุ่มมิลเลนเนียลต้องการความคล่องตัวสูง: กลุ่มมิลเลนเนียลเลือกใช้โน้ตบุ๊ค หรือแล็บท็อปเนื่องจากมองว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างประสิทธิภาพการทำงานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมากกว่าเดสก์ท็อป พีซี และแท็บเล็ต

2. กลุ่มมิลเลนเนียลต้องการใช้เทคโนโลยีอย่างคล่องแคล่ว: ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือหรือโน้ตบุ๊ค พวกเขาอยากให้ทุกอุปกรณ์ของเขาสามารถใช้จอแบบสัมผัสได้

3. กลุ่มมิลเลนเนียลต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์เพื่อความสะดวกยิ่งกว่าเดิม: พวกเขาต้องการเก็บไฟล์บนคลาวด์เพื่อให้สามารถเข้าถึงไฟล์เหล่านี้ได้จากทุกอุปกรณ์และทุกที่

4. กลุ่มมิลเลนเนียลต้องการโลกดิจิทัลที่ปลอดภัยมากขึ้น: ผู้ร่วมการสำรวจส่วนใหญ่ไม่ชอบหากขาดความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในวิถีชิวิตดิจิทัลของพวกเขา ซึ่งในความเป็นจริงกว่า 70% ของคนกลุ่มนี้ยินดีจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ดังนั้น เทคโนโลยีที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้านี้คือ การผสานอุปกรณ์ต่างๆเข้ากับเทคโนโลยีไบโอเมทริกส์ อาทิ การสแกนม่านตา เป็นต้น

5. กลุ่มมิลเลนเนียลต้องการความง่ายในโลกเทคโนโลยีที่ซับซ้อน: ผู้ตอบแบบสอบถาม 610 คนรู้สึกว่าความท้าทายถัดจากเรื่องของความปลอดภัยในโลกดิจิทัล คือการที่ต้องจำรหัสผ่านจำนวนมาก

6. กลุ่มมิลเลนเนียลเชื่อว่า เทคโนโลยีจะทำให้อนาคตพวกเขาดีกว่าเดิม: ผลการศึกษาพบว่า 70% ของเยาวชนกลุ่มนี้เชื่อว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยแก้ไขปัญหาสังคมได้ อาทิ ความไม่เท่าเทียมกัน โรคภัยบางอย่างและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรากำลังเผชิญในปัจจุบัน

นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างยังได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมถึงพัฒนาการของอุปกรณ์ดิจิทัล ที่ตนอยากให้เกิดขึ้นจริงภายในปี 2020 เช่น การแสดงผลด้วยภาพแบบโฮโลกราฟฟิก ผู้ช่วยส่วนตัวเสมือน การสั่งงานอุปกรณ์โดยตรงผ่านความคิด ระบบควบคุมการทำงานด้วยท่าทาง และซอฟท์แวร์ที่ช่วยให้ตนก้าวข้ามข้อจำกัดทางภาษา